PLAYBOY さんのプロフィールPLAYBOY ^^!!フォトブログリストその他 ![]() | ヘルプ |
|
|||||||
|
PLAYBOY ^^!!ถ้าสีสันมันทำให้อ่านยาก ต้องขออภัย --- ทำไงได้ ก็คนมันตาบอดสี !!! (อ่านออกอยู่คนเดียวว่างั้นเหอะ --!!) 6月26日 จิตวิทยาง่ายๆในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น1. ไม้หรือก้อนหินทำให้เราเจ็บปวดแค่เพียงทางกาย แต่คำพูดด้วยอารมณ์โกรธ ทำให้เราเจ็บปวดใจ (คนอื่นก็เช่นกัน)
2. ในเมื่อความผิดไม่ได้เป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้น แต่เป็นบุคคลอื่นทำ แล้วทำไมเราถึงจะต้องโกรธและจดจำความเลวของบุคคลนั้น (รู้จักให้อภัยและแกล้งลืมซะบ้าง)
3. จะทำตามผู้อื่น อย่าทำตามโดยปราศจากข้อสงสัย (รู้จักตั้งคำถามก่อนทำ อย่าเชื่อในทันที)
4. คนเราสามารถทำผิดได้ แต่ไม่ควรทำผิดในเรื่องเดียวกันเป็นครั้งที่ 2
5. รู้จักสร้างมนุษยสัมพันธ์
6. ไม่เปรียบเทียบตนกับบุคคลอื่นก็ไม่เกิดทุกข์
7. เขามีส่วนเลวบ้างช่างหัวเขา จงเลือกเอาส่วนที่ดีเขามีอยู่ เป็นประโยชน์โลกบ้างยังน่าดู ส่วนที่ชั่วอย่าไปรู้ของเขาเลย จะหาคนมีดีโดยส่วนเดียว อย่ามัวเที่ยวค้นหาสหายเอ๋ย เหมือนเที่ยวหาหนวดเต่าตายเปล่าเลย ฝึกให้เคย มองแต่ดี มีคุณจริง --- พุทธทาสภิกขุ
8. เมื่อใดก็ตามที่เราสามารถปรับเปลี่ยนวิธีการมองโลกของเราได้ มองด้วยทัศนคติเชิงบวก (PositiveThinking) เมื่อนั้นเราจะมีความสุขมากยิ่งขึ้น
9. ยอมรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์
10. ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน
11. ให้ความสำคัญกับเรื่องเวลา
12. เรียนรู้ที่จะชื่นชมและตำหนิผู้อื่น แต่ในการตำหนินั้น ไม่ควรแสดงอาการไม่พอใจ ตำหนิด้วยเหตุผล และการตำหนิควรมาภายหลังการชม
13. การกระทำเสียงดังกว่าคำพูด (อย่ามัวแต่โม้ ลงมือทำเลยดีกว่า)
14. การฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ ไม่ขัดจังหวะหรือเอาความรู้สึกของตนไปตัดสิน ฟังจนจบแล้วสมมุติว่าถ้าเป็นตัวเราจะทำอย่างไร เป็นการแสดงออกของการเอาใจเขามาใส่ใจเรา
15. รู้จักฟัง มากกว่าพูด
16. โกรธได้ แต่ต้องควบคุมอารมณ์โกรธให้ได้
17. วิธีสร้างบรรยากาศแห่งการมีน้ำใจ เริ่มต้นง่ายๆด้วยการกล่าวคำว่า มีอะไรให้ช่วยมั้ย
4月4日 เด็กไทย...ควรคิดเป็นได้แล้วสองหัวโขนที่ข้าพเจ้าภูมิใจและผูกพันอย่างยิ่ง จะไม่มีวันที่จะทำให้ทั้งสองต้องแปดเปื้อนมลทินใดๆ
หนึ่ง คือการเป็นเด็กหน่วยฯ (นิสิตทุนโครงการจุฬาฯ-ชนบท) อีกหนึ่ง คือการเป็นคนค่าย (สมาชิกเครือข่ายผู้นำเยาวชนสำนึกรักษ์แผ่นดินทอง) ทั้งสองสิ่งมีสิ่งเตือนใจข้าพเจ้าอยู่ต่างกัน
หนึ่ง คือการเป็นนิสิตทุนที่สังคมให้โอกาสได้ร่ำได้เรียนในสถาบันอันทรงเกียรติ มีค่าใช้จ่ายประจำเดือน ยกเว้นค่าเล่าเรียน เบิกค่ารักษาพยาบาลได้ อยู่หอฟรี มีค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเครื่องแต่งกาย ฯลฯ
อีกหนึ่ง คือการเรียนนอกตำราที่สามารถพลิกเปลี่ยนชีวิตข้าพเจ้าจากหน้ามือเป็นหลังมือ ให้โอกาสในการพัฒนาตนจนสามารถเรียกได้อย่างภาคภูมิใจว่าตัวเองคือ ผู้นำ และพร้อมที่จะนำสิ่งดีๆถ่ายทอดไปยังเพื่อนพี่น้องร่วมโลก
นี่คือเหตุผลว่า ทำไมข้าพเจ้าจึงตั้งสัจจาธิษฐานว่า จะไม่ยอมให้มลทินใดๆมีแปดเปื้อนในคำว่า เด็กหน่วยฯ และ คนค่าย
เพราะ "โอกาสจากสังคม" มันยิ่งใหญ่นัก "ความเป็นผู้นำ" มันค้ำคอ
หลายครั้งที่แอบเห็น(โดยเจตนา)เพื่อนพี่น้องหน่วยฯ หรือ เพื่อนพี่น้องคนค่าย ได้กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด อันทำให้ต้องมาตระหนักนึกทบทวนดูว่า มันสมควรแล้วหรือ ???
........
ไฟสาดส่อง ท้องฟ้า ยามราตรี นักท่องเที่ยว มือดี ออกเสาะหา
ตระเวนไป บนพื้น พสุธา ก็ไปเจอะ รัชดา ณ ซอยสี่
........
ใช่ว่าจะไม่เคยไปนะ ไปมาแล้ว แล้วจะไม่ไปอีกเลย ครั้งเดียวพอ จบ ไม่ปลื้ม
อากาศที่เหลือออกซิเจนให้แย่งกันสูดคนละนิดคนละหน่อย คงมีแต่สารก่อมะเร็งที่ถูกยัดเยียดให้เต็มปอด
เป็นผลให้ประสิทธิภาพการเป็นสื่อนำคลื่นเสียงของคนที่อยู่ห่างกันแค่สองเมตรด้อยลงไป แต่กลับชักนำเอาเสียงดีเจและดนตรีกระแทกเข้าเต็มรูหูกว่าสองร้อยเดซิเบล
เรื่องศีลข้อห้า อย่าหวังว่าจะรักษาได้ ใครมาแล้วไม่หาอะไรกระแทกปาก ไม่เรียกไอ้ลูกแหง่ ก็ไม่รู้จะเรียกอะไร
"สติ" ใครเหลือ นับว่าเก่ง
พอเหล้าเข้าปาก ความกล้าหน้าด้านก็เข้าครอบงำ อย่างข้า ต้องขอโชว์
จีบหญิง ได้บาทา เต้นโชว์ ได้ลูกตะกั่ว แค่มองหน้า ได้ไม้หน้าสาม ฯลฯ
อยู่อย่างงี้ทั้งคืน จ่ายไปซะสี่ซ้าห้าร้อย
......................
แล้วเด็กหน่วยฯที่ได้เงินฟรี เอาเงินที่ไหนไปเที่ยว เด็กหน่วยฯที่พ่อแม่ลำบากยากจน เอาเงินที่ไหนไปซื้ออบายมุข
ถ้าบอกว่า นี่คือเงินออม แล้วออมจากไหน ออมจากเงินที่ได้มาฟรี มันก็ยังเป็นเงินที่ได้มาฟรีวันยังค่ำ
ถ้าบอกว่า นี่คือเงินทำงานพิเศษ แล้วทำไมไม่เอาเงินเหล่านี้ได้ใช้จ่ายในการเรียน เพิ่มประสิทธิภาพในการศึกษาให้สมกับที่สังคมให้โอกาสและคาดหวังในตัวคุณ หรือถ้าคิดว่าเงินทำงานพิเศษมันได้มากซะจนต้องเอาไปผลาญตามแหล่งบันเทิงเริงรมย์ ก็สละทุนไปซะสิ จะได้เอาเงินไปช่วยคนอื่นที่มีสมองคิดมากกว่าคุณ
มีใครบ้างจะเถียงว่า ไอ้สภาพแวดล้อมยังงั้นน่ะ ไม่ใช่ปัญหาของสังคม
แล้วคนที่เป็นผู้นำ ได้ชื่อว่าทำกิจกรรมเพื่อลดปัญหาของสังคมกลับทำตัวเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาเสียเอง มันน่าละอายมั้ยล่ะ
หรือคิดไม่เป็น !!!!
3月12日 ฤๅโลกจะสิ้นนักร้องเสียงทองนั่งฟังเพลงเบาๆเพื่อผ่อนคลายหลังจากที่สอบไฟนอลตัวสุดท้ายของปีสุดท้าย...
ใจก็คิดเรื่อยเปื่อยไปถึงสิ่งรอบตัว รวมทั้งสิ่งที่กำลังฟัง ... ใช่คับ เพลงเบาๆเพลงนั้น
แต่วันนี้ไม่ได้จะคุยเรื่องเพลงเบาๆ ... ขอพูดถึงวงการเพลงไทยในยุค คมช.ซักหน่อย
ถ้าใครสังเกตดีๆ ความเปลี่ยนแปลงในวงการเพลงไทย โดยเฉพาะเพลงไทยสากล หรือที่ติดหูกว่าคือ เพลงสตริง นั่นแหล่ะ
ถ้าจะพูดว่า เดี๋ยวนี้นักร้องไม่ใช่อาชีพขายเสียงแล้ว แต่ได้กลายพันธุ์เป็นอาชีพที่ขายหน้าตาอีกประเภทหนึ่งรองจากดารานักแสดง คงจะมีคนพยักหน้าเห็นด้วยแน่ๆ จริงมะ (ในจำนวนนี้ ก็ยังมีอีกมากที่เค้าโด่งดังได้ด้วยความสามารถและน้ำเสียงที่น่าฟัง)
นอกจากหน้าตาที่ต้องตี๋ หล่อ หมวย อึ๋ม หรือออกแนวเด็กเจ (เจแปนนะ ไม่ใช่เจเจ จตุจักร เหอๆๆ) การแต่งตัวยังต้องโชว์ส่วนสัดที่ชวนให้หนุ่มๆกลัดมันทั้งหลายต้องสยบแทบเท้า
ทำไมวงการเพลงถึงได้เปลี๊ยนไป๋ขนาดนี้ !!!
คิดออกมั้ย
วันนี้เลยอยากแสดงความคิดเห็นในมุมมองส่วนตัวซักหน่อย
สิ่งแรกที่มองนะ คงจะมองไปแนวกลยุทธ์การตลาดของค่ายเพลงน้อยใหญ่ที่เดี๋ยวนี้ไปตกหนักที่...นักร้อง ...มากกว่าเสียงเพลง
เมื่อก่อนรายได้ของบริษัททำเทปส่วนใหญ่จะโกยเข้าบริษัทจากยอดขายแผ่นเสียง เทป ซีดี วีซีดี ดังนั้น เพลงที่เสียงร้องประเภทสุนัขฉี่ใส่สังกะสียังเพราะกว่าคงไม่เกิดแม้จะกระหน่ำเปิดตามวิทยุกรอกหูเท่าไหร่ก็ตาม
แต่ปัจจุบัน ในยุคนี้ ยุคแห่งโลกไร้สาย ถามว่าเทป ซีดี วีซีดีขายได้ซักเท่าไหร่กัน
ล้านตลับ??? แสนแผ่น???
ถ้านักร้องคนใด ค่ายใดแถลงข่าวว่า ล้านแล้วจ้า ... ขอยกนิ้วโป้งให้ เพราะจะมีซักกี่รายที่สามารถฝ่าวงล้อมของเหล่าเทปผี ซีดีเถื่อนที่สามารถวางแผงได้ก่อนบริษัทเจ้าของลิขสิทธิ์เสียอีก
มิหนำซ้ำ ยังมาเจอมรสุมลูกเบ้อเริ่มจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอีก อะไรน่ะหรอ ... เคยได้ยินเค้าพูดกันรึป่าวว่า เพลงถูกปล่อยออกทางคลื่นวิทยุแค่วันเดียว แต่ไปโผล่บนโลกไซเบอร์แล้วล้านcopy ...
โหลดง่าย โหลดสบาย โหลดกระจุยกระจายอย่างไม่อายเจ้าของค่ายเพลง
เมื่อก่อน ถ้าเพลงไหนฮิตติดชาร์ตคลื่นวิทยุแค่ไม่กี่เพลง ก็ส่งยอดขายทั้งตลับหรือทั้งแผ่นพุ่งทะยานสู่หลักหมื่นหลักแสน เผลอๆอาจถึงล้าน
แต่เดี๋ยวนี้ ฮิตเพลงเดียว โหลดเพลงเดียว ฮิตหลายอัลบั้ม โหลดมาทุกเพลงเดี๋ยวรวมอัลบั้ม(โฟล์เดอร์)เอง
ยิ่งมีโปรแกรมช่วยโหลดอย่าง Internet Download Manager ที่แม้ว่าเว็บนั้นจะไม่มีที่ให้โหลด แต่ถ้าไฟล์เพลงถูกฝังในเพจนั้น เสร็จ IDM ทุกเพลง
ทั้งหมดทั้งมวลที่ว่ามา คงไม่แปลกใจถ้าค่ายเพลงต่างๆจะเปลี่ยนจากเทป ซีดี วีซีดี ไปหากินกับนักร้อง
ที่ต้องปั้นให้ดัง (ทุกๆวิธี) ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาต้องสร้างแฟนคลับได้ (ถึงร้องห่วยแค่ไหนก็ตาม) มีข่าวฉาวบ่อยๆ (ถึงเพลงจะไม่ดัง) ฯลฯ
แต่ถ้าเพลงดัง ศิลปินต้องรีบออกมาโปรโมตตัวเองให้เป็นที่รู้จัก
เพราะอะไร
คิดว่ารายได้ของบริษัทเพลงตอนนี้มาจากไหน
ถ้าไม่ใช่การทัวร์คอนเสิร์ต การเป็นแขกรับเชิญในรายการต่างๆ ที่ถ้าไม่ดังจริง ไม่เป็นที่รู้จัก ใครเค้าจะแห่มาดูคอนเสิร์ต หรือ เชิญไปออกรายการ
นี่เป็นนวัตกรรมที่ค่ายเพลงต้องดิ้นเพื่อเอาตัวรอดในสังคมไทย
สังคมที่ค่ายเพลงถูกสังคมประนามว่าเอาเปรียบผู้บริโภคที่ปล่อยเพลงไม่ได้เรื่องออกสู่ตลาดบ้าง ขายหน้าตาบ้าง สร้างข่าวโปรโมตนักร้องบ้าง หรือให้นักร้องนุ่งน้อยห่มน้อยบ้าง ในขณะที่ผู้บริโภคเองยังยิ้มร่าที่จะซื้อหาเทปผี ซีดีเถื่อนราคาแสนถูก หรือโหลดแบบไม่ยั้งแบบไม่เกรงอกเกรงใจค่ายเพลง
แล้วมันความผิดใครหว่า ???
3月9日 ความเอ๋ย ความรักวันนี้อยู่ดีดีก็อยากพูดเรื่องความรักซะงั้น
งั้นขอพูดหน่อยละกัน อารมณ์เปลี่ยว
เค้าว่ากันว่า คนที่มีความรัก เปรียบเหมือนนาฬิกาปลุก ที่ข้างในมีถ่านชาร์ตอยู่หนึ่งก้อน (ถ้าใครจะเถียงว่าไม่ใช่ ก็แล้วแต่มุมมองของแต่ละคน ลองอ่านมุมมองนี้ดู)
นาฬิกาปลุกถูกตั้งเวลาให้ปลุก มันก็ปลุกของมันนะ ทำหน้าที่เป็นอย่างดี ทั้งที่บางครั้งสำเร็จมั่ง ล้มเหลวมั่ง
ที่ว่าสำเร็จก็เพราะเจ้าของนั้น เอื้อมมือมาปิดมันอย่างทะนุถนอม พร้อมๆกับลุกจากเตียงไปปฏิบัติภารกิจส่วนตัว ตามที่เจ้านาฬิกาปลุกปรารถนา
ที่ว่าล้มเหลวคงเป็นวันที่เจ้าของเอื้อมมือมาตอบมันอย่างแรง ให้หยุดส่งเสียงที่น่ารำคาญเสียที ....แล้วก็นอนต่อ
ที่ว่ามันทำหน้าที่ของมันอย่างดี นั่นเพราะพลังงานของถ่านชาร์ตก้อนน้อยๆยังไม่หมดลง
แต่ทุกๆวัน ตามกฏขององค์การถ่านชาร์ตโลก ข้อที่ 365 พลังงานของถ่านชาร์ตต้องลดลงวันละ 25 Dhs. (ไอ้ประโยคนี้ มั่วนะ อิอิ)
มันช่างเหมือนกับคนที่มีความรักซะเหลือเกิน
คนที่มีความรักมั่นคง
คงจะไม่ต่างจากนาฬิกาปลุก ที่ต้องคอยเติมเต็มความรักความห่วงใยให้แก่คนที่รัก
ทำหน้าที่ด้วยมโนธรรมแห่งรัก ไม่มีใครมาบังคับ ไม่มีใครมาว่าจ้าง
สำเร็จมั่ง ล้มเหลวมั่งก็ว่ากันไป
ที่ว่าสำเร็จนั้น คงเป็นเพราะคนรักตอบสนองกลับมาด้วยดี ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ เอาไงเอากัน ฉันรักเธอ ประมาณนั้น
ที่ว่าล้มเหลวคงเป็นเพราะบางวันการทำหน้าที่นั้น กลับถูกมองว่าเป็นเรื่องน่ารำคาญ ไม่ต่างจากเสียงนาฬิกาปลุกตอนตีห้าในวันอาทิตย์(ที่อยากจะนอนบนเตียงถึงสิบโมง)
แต่"เขา"คงยังทำหน้าที่เป็นอย่างดี ตราบใดที่พลังแห่งความรักในใจดวงน้อยๆไม่หมดลง
ที่ทุกๆวัน มันต้องลดลงตามกฎขององค์การความรักสากล
มีเพียงเจ้าของนาฬิกาปลุกเท่านั้นที่ช่วยมันได้
มีเพียงคนรักเท่านั้นที่ช่วย"เขา"ได้
วันนี้ คุณชาร์ตถ่านนาฬิกาปลุกแล้วหรือยัง
วันนี้คุณเติมพลังรักให้คนที่รักคุณ(คนที่คุณรัก)แล้วหรือยัง
2月25日 โค้งสุดท้าย...นิสิตรั้วจามจุรีรู้สึกใจหายนะเนียะ ... อยู่ดีดี ก็ 4 ปี ซะแล้ว .... จะจบแล้ว
นึกๆดูแล้ว ...
คิดถึงเพื่อนๆ
เค้าว่ากันว่า ... ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยนั้น มันช่าง อึ้ง ทึ่ง เสียว ซะเหลือเกิน ... พิสูจน์มาแล้ว มันก็จริงอย่างที่เค้าว่า (เว้นซะแต่ว่า ใครจะใช้ชีวิตแบบกลางวันไปฟังเลคเชอร์ กลางคืนนั่งท่องตำรา คงอดลิ้มรสชาติของชีวิตเด็กมหาวิทยาลัยอย่างแท้จริง )
บางคนเคยถามนะว่า ... ทำยังไงถึงจะสามารถเรียนไปด้วย พร้อมๆกับ ทำกิจกรรม
แหม่ อันนี้มันก็ต้องมีหลักในการเรียนสิ ... ช่ายมะ ... ม่ายงั้นม่ายอยู่รอดมาถึง 4 ปี ได้หรอก
อันนี้วิธีการส่วนตัวนะ ใครจะเลียนแบบก็ไม่สงวนสิทธิ์
ง่ายๆ .. เคยได้ยินคำว่า "หัวใจนักปราชญ์" มะ ถ้ายังม่ายคุ้น ... มันก็คือ "สุ จิ ปุ ลิ" นั่นแหล่ะ
สุ = สุตมยปัญญา คือ ปัญญาเกิดจากการฟัง
จิ = จินตามยปัญญา หรือ จินตนาการ นั่นเอง
ปุ = ปุจฉา คำนี้น่าจะคุ้น
ลิ = ลิขิต
ผสมผสานกับทักษะการสื่อสารพื้นฐานของมนุษย์ นั่นคือ ฟัง พูด อ่าน เขียน
เมื่อยูเนี่ยนกันแล้ว (ยูเนี่ยน คือ รวมกันแล้วเปงก้อนใหญ่ขึ้น นี่ มีความรู้เหมือนกัน
STEP 1 = ฟัง คือ ฟังเลคเชอร์ เพราะมีแนวคิดว่า ปกติ อาจารย์ส่วนใหญ่ จะเตรียมการสอนมาดี จะคัดเอาส่วนสำคัญๆมาถ่ายทอดให้ลูกศิษย์ และที่สำคัญ ข้อสอบคงไม่เกินหรือนอกเหนือจากส่วนที่อาจารย์สอนหรอก ทั้งนี้ เพื่อความชัวร์ว่าจะไม่พลาดในสิ่งที่อาจารย์ถ่ายทอดมาแม้แต่วินาทีเดียว (อาจจะเผลอหลับ) ต้องอาศัยเทคโนโลยีเข้ามาช่วย นั่นคือ MP3 อัดเลคเชอร์ไว้ กันพลาด และจะได้กลับมาฟังใหม่ ทบทวนสิ่งที่เรียนด้วย
STEP 2 = จิ คือ เมื่อขณะฟัง อย่าฟังแบบสักแต่ผ่านเข้ารูหู ต้องส่งผ่านสิ่งที่ฟังไปยังสมองแล้วคิดตามไปด้วย มันอาจจะใช้เวลานานในการฟังไปด้วย คิดไปด้วย (บางครั้งคิดเพลินไปหน่อย ยาวเลย) แต่มันจะช่วยให้เราเข้าใจยิ่งขึ้น จดจำได้ดีอีกด้วย
STEP 3 = ปุ คือ ปุจฉา นั่นคือ ซักถามเมื่อเกิดข้อสงสัย ถามอาจารย์ ถามคนที่มีความรู้มากกว่า อาจจะเปงรุ่นพี่ เพื่อน ฯลฯ จนได้คำตอบ
STEP 4 = ลิ คือ ลิขิต หรือ เขียน นั่นแหล่ะ ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยชอบจดเลคเชอร์ในห้อง เพราะจะนั่งฟังอย่างตั้งใจ ฟังไปด้วย คิดไปด้วย (เผลอหลับก็มี อิอิ) แต่จะมีเขียนเอาตอนแกะเลคเชอร์ที่อัดมาได้ (แต่จะไม่เขียนหรอก ใช้พิมพ์แทน) ทั้งนี้ ประโยชน์ของการเขียนหรือพิมพ์ มันจะช่วยให้เราเกิดทักษะหลายๆด้าน เช่น ทักษะการฟังแล้วจับใจความที่สำคัญๆ เรียบเรียงเป็นคำพูดของเราเอง และจดจำได้ดีกว่าการฟังอย่างเดียวแล้วก็ผ่านเลยไป อันนี้คอนเฟิร์ม
STEP 5 = แกะเลคเชอร์เสร็จเรียร้อยแล้ว ก็ต้องกลับมาอ่านไอ้ที่แกะนั่นแหล่ะ ทบทวนสิ่งที่เรียนไป นอกจากนี้ก็อ่านหนังสืออื่นๆเพิ่มเติมด้วย แล้วอาจจะโน้ตย่อโครงสร้างสิ่งที่เรียนด้วย เช่น หัวข้อใหญ่ ข้อข้อย่อย และ Detail สำคัญๆนิดหน่อย (จากหนังสือร้อยกว่าหน้าหรือเลคเชอร์สิบกว่าชั่วโมง ก็จะเหลือ A4 ไม่กี่หน้า หรือแค่หน้าเดียวก็ได้ จำสบายเลย)
STEP 6 = เมื่อผ่านทั้ง 5 ขั้นตอนแล้ว ขั้นตอนนี้สำคัญเช่นกัน คือ การฝึกพูด ยังไงน่ะหรอ ก็หาคู่สนทนาซักคน (ขั้นแรกอาจจะเปงคนที่มีพื้นฐานในสิ่งที่เรากำลังจะสนทนาด้วย ต่อไปอาจพัฒนาเปงคนที่เรียนภาคอื่น คณะอื่นก็ได้) พูดอะไรบ้าง ก็พูดให้เค้าฟังว่า ที่เราเรียนมา มีอะไร ยังไงบ้าง เพื่อดูว่า เค้าเข้าใจสิ่งที่เราพูดหรือไม่ เพราะมีแนวคิดว่า การที่จะถ่ายทอดสิ่งใดๆให้คนอื่นเข้าใจได้นั้น เราต้องเข้าใจก่อน อีกทั้ง ถ้าพูดๆไป เราติดขัดตรงไหน ก็จะเปงการเช็คด้วยว่า เราต้องกลับไปทำความเข้าใจเพิ่มเติมในเรื่องไหน ประเด็นไหนบ้าง
ทั้งนี้ ก่อนที่จะเริ่ม 6 ขั้นตอน ต้องรู้ก่อนว่า วิชาที่เรากำลังจะเรียนนั้น เรียนเรื่องอะไรบ้าง อะไรสำคัญ อาจารย์เน้นส่วนไหนเปงพิเศษ อะไรเปงรายละเอียดปลีกย่อย แนวข้อสอบเปงอย่างไร (นิติดีหน่อยที่เค้าจะจัดเตรียมข้อสอบเก่าของทุกปีไว้ที่ห้องสมุด ตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540)
เพียงแค่นี้ ก็สามารถพิชิตข้อสอบได้ไม่ยาก รับรองคุณภาพ ISO9002 อิอิ
|
|
|||||
|
|
|||||||
|
|