PLAYBOY さんのプロフィールPLAYBOY ^^!!フォトブログリストその他 ![]() | ヘルプ |
|
2月25日 โค้งสุดท้าย...นิสิตรั้วจามจุรีรู้สึกใจหายนะเนียะ ... อยู่ดีดี ก็ 4 ปี ซะแล้ว .... จะจบแล้ว
นึกๆดูแล้ว ...
คิดถึงเพื่อนๆ
เค้าว่ากันว่า ... ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยนั้น มันช่าง อึ้ง ทึ่ง เสียว ซะเหลือเกิน ... พิสูจน์มาแล้ว มันก็จริงอย่างที่เค้าว่า (เว้นซะแต่ว่า ใครจะใช้ชีวิตแบบกลางวันไปฟังเลคเชอร์ กลางคืนนั่งท่องตำรา คงอดลิ้มรสชาติของชีวิตเด็กมหาวิทยาลัยอย่างแท้จริง )
บางคนเคยถามนะว่า ... ทำยังไงถึงจะสามารถเรียนไปด้วย พร้อมๆกับ ทำกิจกรรม
แหม่ อันนี้มันก็ต้องมีหลักในการเรียนสิ ... ช่ายมะ ... ม่ายงั้นม่ายอยู่รอดมาถึง 4 ปี ได้หรอก
อันนี้วิธีการส่วนตัวนะ ใครจะเลียนแบบก็ไม่สงวนสิทธิ์
ง่ายๆ .. เคยได้ยินคำว่า "หัวใจนักปราชญ์" มะ ถ้ายังม่ายคุ้น ... มันก็คือ "สุ จิ ปุ ลิ" นั่นแหล่ะ
สุ = สุตมยปัญญา คือ ปัญญาเกิดจากการฟัง
จิ = จินตามยปัญญา หรือ จินตนาการ นั่นเอง
ปุ = ปุจฉา คำนี้น่าจะคุ้น
ลิ = ลิขิต
ผสมผสานกับทักษะการสื่อสารพื้นฐานของมนุษย์ นั่นคือ ฟัง พูด อ่าน เขียน
เมื่อยูเนี่ยนกันแล้ว (ยูเนี่ยน คือ รวมกันแล้วเปงก้อนใหญ่ขึ้น นี่ มีความรู้เหมือนกัน
STEP 1 = ฟัง คือ ฟังเลคเชอร์ เพราะมีแนวคิดว่า ปกติ อาจารย์ส่วนใหญ่ จะเตรียมการสอนมาดี จะคัดเอาส่วนสำคัญๆมาถ่ายทอดให้ลูกศิษย์ และที่สำคัญ ข้อสอบคงไม่เกินหรือนอกเหนือจากส่วนที่อาจารย์สอนหรอก ทั้งนี้ เพื่อความชัวร์ว่าจะไม่พลาดในสิ่งที่อาจารย์ถ่ายทอดมาแม้แต่วินาทีเดียว (อาจจะเผลอหลับ) ต้องอาศัยเทคโนโลยีเข้ามาช่วย นั่นคือ MP3 อัดเลคเชอร์ไว้ กันพลาด และจะได้กลับมาฟังใหม่ ทบทวนสิ่งที่เรียนด้วย
STEP 2 = จิ คือ เมื่อขณะฟัง อย่าฟังแบบสักแต่ผ่านเข้ารูหู ต้องส่งผ่านสิ่งที่ฟังไปยังสมองแล้วคิดตามไปด้วย มันอาจจะใช้เวลานานในการฟังไปด้วย คิดไปด้วย (บางครั้งคิดเพลินไปหน่อย ยาวเลย) แต่มันจะช่วยให้เราเข้าใจยิ่งขึ้น จดจำได้ดีอีกด้วย
STEP 3 = ปุ คือ ปุจฉา นั่นคือ ซักถามเมื่อเกิดข้อสงสัย ถามอาจารย์ ถามคนที่มีความรู้มากกว่า อาจจะเปงรุ่นพี่ เพื่อน ฯลฯ จนได้คำตอบ
STEP 4 = ลิ คือ ลิขิต หรือ เขียน นั่นแหล่ะ ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยชอบจดเลคเชอร์ในห้อง เพราะจะนั่งฟังอย่างตั้งใจ ฟังไปด้วย คิดไปด้วย (เผลอหลับก็มี อิอิ) แต่จะมีเขียนเอาตอนแกะเลคเชอร์ที่อัดมาได้ (แต่จะไม่เขียนหรอก ใช้พิมพ์แทน) ทั้งนี้ ประโยชน์ของการเขียนหรือพิมพ์ มันจะช่วยให้เราเกิดทักษะหลายๆด้าน เช่น ทักษะการฟังแล้วจับใจความที่สำคัญๆ เรียบเรียงเป็นคำพูดของเราเอง และจดจำได้ดีกว่าการฟังอย่างเดียวแล้วก็ผ่านเลยไป อันนี้คอนเฟิร์ม
STEP 5 = แกะเลคเชอร์เสร็จเรียร้อยแล้ว ก็ต้องกลับมาอ่านไอ้ที่แกะนั่นแหล่ะ ทบทวนสิ่งที่เรียนไป นอกจากนี้ก็อ่านหนังสืออื่นๆเพิ่มเติมด้วย แล้วอาจจะโน้ตย่อโครงสร้างสิ่งที่เรียนด้วย เช่น หัวข้อใหญ่ ข้อข้อย่อย และ Detail สำคัญๆนิดหน่อย (จากหนังสือร้อยกว่าหน้าหรือเลคเชอร์สิบกว่าชั่วโมง ก็จะเหลือ A4 ไม่กี่หน้า หรือแค่หน้าเดียวก็ได้ จำสบายเลย)
STEP 6 = เมื่อผ่านทั้ง 5 ขั้นตอนแล้ว ขั้นตอนนี้สำคัญเช่นกัน คือ การฝึกพูด ยังไงน่ะหรอ ก็หาคู่สนทนาซักคน (ขั้นแรกอาจจะเปงคนที่มีพื้นฐานในสิ่งที่เรากำลังจะสนทนาด้วย ต่อไปอาจพัฒนาเปงคนที่เรียนภาคอื่น คณะอื่นก็ได้) พูดอะไรบ้าง ก็พูดให้เค้าฟังว่า ที่เราเรียนมา มีอะไร ยังไงบ้าง เพื่อดูว่า เค้าเข้าใจสิ่งที่เราพูดหรือไม่ เพราะมีแนวคิดว่า การที่จะถ่ายทอดสิ่งใดๆให้คนอื่นเข้าใจได้นั้น เราต้องเข้าใจก่อน อีกทั้ง ถ้าพูดๆไป เราติดขัดตรงไหน ก็จะเปงการเช็คด้วยว่า เราต้องกลับไปทำความเข้าใจเพิ่มเติมในเรื่องไหน ประเด็นไหนบ้าง
ทั้งนี้ ก่อนที่จะเริ่ม 6 ขั้นตอน ต้องรู้ก่อนว่า วิชาที่เรากำลังจะเรียนนั้น เรียนเรื่องอะไรบ้าง อะไรสำคัญ อาจารย์เน้นส่วนไหนเปงพิเศษ อะไรเปงรายละเอียดปลีกย่อย แนวข้อสอบเปงอย่างไร (นิติดีหน่อยที่เค้าจะจัดเตรียมข้อสอบเก่าของทุกปีไว้ที่ห้องสมุด ตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540)
เพียงแค่นี้ ก็สามารถพิชิตข้อสอบได้ไม่ยาก รับรองคุณภาพ ISO9002 อิอิ
コメント (6 件)
トラックバックこの記事のトラックバックの URL は次のとおりです。 http://march20-2006.spaces.live.com/blog/cns!EDB3C7977C8CC04E!611.trak この記事を参照しているブログ
|
|
|